ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็ก

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเด็กชัก

ต้องมีสติเวลาเด็กเกิดอาการ

อาการชักมักพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 3 เดือน จนถึง 5 ปี แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุด คือ ช่วง 6 เดือน ถึง 3 ปี เพราะสมองของเด็กยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีความไวต่อการกระตุ้นจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น มักจะเกิดขึ้นในวันแรก หรือวันที่ 2 ของการมีไข้ เริ่มจากเด็กจะมีอาการเกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟันและลิ้น อาจเกิดการกระตุกของแขนและขาทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 1-3 นาที ช่วงนั้นอาจมีอาการน้ำลายฟูมปาก ริมฝีปากและปลายมือปลายเท้ามีสีคล้ำเขียวได้ ส่วนลักษณะของอาการชักอาจจะเป็นชักเกร็งทั้งตัวหรือชักเกร็งกระตุกทั้งตัวก็ได้ แต่จะไม่ชักเฉพาะซีกของร่างกาย หรือชักผวากระตุก ในรายที่เด็กชักเป็นเวลานาน หลังจากหยุดชักแล้วเด็กมักจะหลับ หรือมีอาการสะลึมสะลือไปชั่วครู่ แต่กรณีเด็กที่ชักนานกว่า 15 นาที อาจพบอาการผิดปกติทางระบบประสาท

เมื่อเด็กมีอาการชัก ควรทำอย่างไร

1. ต้องมีสติ เป็นสิ่งแรก และสิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านขาดสติก็จะทำให้สถานการณ์ไปกันใหญ่ อย่างน้อยผู้ใหญ่ในบ้านต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นหลักในการดึงสติกลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรีบพาไปพบแพทย์ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด 2. ต้องจับเด็กตะแคงศีรษะไปด้านข้าง ให้ศีรษะอยู่ในระดับต่ำเล็กน้อย เพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่ง ให้น้ำลาย เสมหะ หรือเศษอาหารไหลออกมาได้สะดวก และป้องกันไม่ให้สำลักเข้าไปอุดตันในหลอดลม ที่สำคัญควรระวังเรื่องสภาพแวดล้อมขณะนั้น ควรอยู่บนพื้นราบ ป้องกันไม่ให้ลูกได้รับอันตรายอื่น ๆ จากการตกหรือล้มในขณะชักด้วย 3. ต้องเช็ดตัวตลอดเวลา โดยใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเช็ดเน้นบริเวณตามข้อพับต่างๆ ของร่างกายทั้งแขนขา และค่อย ๆ เช็ดตัวลูก โดยเช็ดในทิศทางที่ย้อนเข้าหาหัวใจ เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ให้ความร้อนสามารถระบายออกได้ และควรถอดเสื้อหรือคลายให้หลวม ไม่ควรใช้น้ำเย็น หรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว 4. ต้องระวังอย่าให้ลูกกัดลิ้นตัวเอง พ่อแม่ควรใช้ด้ามช้อนที่หุ้มด้วยผ้านุ่มๆ สะอาดสอดเข้าไปในช่องปากของลูก เพื่อป้องกันการกัดลิ้นตัวเอง แต่ถ้าเด็กกำลังเกร็งและกัดฟันแรงมาก อย่าพยายามงัดปากเด็ก หรือใช้ช้อนกดลิ้น หรือใช้เศษผ้ายัดเข้าไปในปาก เพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่น ฟันหลุดหรือหักและหล่นลงไปอุดหลอดลม ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน

สำหรับสิ่งที่ไม่ควรทำ

1. ไม่ควรเขย่าตัวเด็กขณะที่เด็กกำลังชักเกร็ง เพื่อให้เด็กตื่นหรือรู้สึกตัว เพราะจะยิ่งทำให้เด็กชักมากขึ้น 2. ไม่ควรป้อนสิ่งใดๆ ในขณะที่เด็กกำลังชักเกร็งเข้าทางปากเด็กโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งยาลดไข้ เพราะอาจทำให้สำลักได้ จากนั้นเมื่ออาการชักสงบแล้ว รีบพาเด็กไปพบแพทย์ที่ใกล้บ้านที่สุด เพื่อให้คุณหมอทำการตรวจร่างกายของเด็กอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท และอาจต้องทำการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือเอ็กซเรย์ เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างถูกวิธี แต่ประเด็นที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องระมัดระวังมากขึ้นเมื่อลูกเคยผ่านการชักมาแล้ว ต้องสังเกตว่าอาการชักนานกว่า 15 นาที หรือมีอาการชักซ้ำ ๆ กันหลายครั้งภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีอาการไข้ หรือเมื่อมีอาการไข้ชักเฉพาะส่วนของร่างกาย ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที สำหรับเด็กที่เคยมีประวัติไข้ชัก มีโอกาสเกิดอาการชักซ้ำได้อีกประมาณร้อยละ 30 มักจะเกิดขึ้นภายในปีแรกหลังจากที่มีอาการไข้ชักครั้งแรก หากเด็กที่มีประวัติไข้ชักซ้ำเกินกว่า 2 ปีขึ้นไป โอกาสเสี่ยงของอาการไข้ชักซ้ำนั้นมีน้อยมาก ทั้งนี้ เด็กที่ชักจากไข้สูง ส่วนใหญ่มักไม่มีผลกระทบในอนาคตต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงสติปัญญาด้วย และมักไม่จำเป็นต้องกินยากันชักต่อเนื่อง เว้นแต่จะมีการชักซ้ำ หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง สอดคล้องกับงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรป ซึ่งติดตามเด็กที่เคยมีประวัติไข้ชักจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่พบว่าเด็กที่เคยมีประวัติไข้ชัก จะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติที่ไม่เคยมีประวัติไข้ชัก แต่...สิ่งสำคัญควรป้องกันไม่ให้ลูกไข้สูง วิธีเช็ดตัวเมื่อลูกมีไข้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้ลูกชักเพราะไข้ อาจกินยาลดไข้ร่วมด้วยทุก 4 ชั่วโมงก็จะช่วยได้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กต้องมีความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลเด็กค่ะ [color=red]ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ[/color]



 << Back

กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
อาคาร 68 ปีอนุสรณ์ 1039 ถ. สถานพยาบาล ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 57000
โทร 0-5371-1300 ต่อ 1274